osotspafanclub

คลังสยอง

By Osotspafanclub

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเจอมากับตัวครับ เรื่องอาจไม่มีสตอรี่อะไรมาก แต่ก็ถือเป็นไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เจอแบบจังๆ กลางวันแสกๆ
เรื่องมีอยู่ว่า
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มหาลัยผมพึ่งจะสอบเสร็จครับ นักศึกษาหลายคนยังไม่กลับบ้านเพราะต้องรอเคลียร์งานค้างต่างๆ ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ยังไม่กลับบ้าน เพราะนอกจากจะต้องจัดการงานค้างต่างๆ แล้ว ยังเป็นช่วงที่เหมาะกับการขับรถเที่ยวชิลๆ ก่อนไปพักผ่อนยาวที่บ้าน
จังหวัดที่ผมเรียนอยู่มีภูเขาเยอะมากครับ ที่เที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยเฉพาะผมที่ชอบเที่ยวตามวัดวาอารามด้วย วัดที่มีธรรมชาติงดงามจึงเป็นสถานที่ปักหมุดต้นๆ ของผมครับ
ช่วงก่อนหน้านั้นหลายวัน ผมก็บ่นกับพี่คนนึงที่สนิทกันว่าเบื่อๆ ไม่มีอะไรจะทำ อยากไปเที่ยวโน่นนี่ ตามประสานักศึกษามหาลัยที่พึ่งจะสัมผัสคำว่าว่างครับ วันก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง พี่ผมคนนี้เลยส่งรีวิววัดถ้ำแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงพอสมควรเรื่องหินงอกหินย้อยที่งดงามมาให้ดู
พี่: วัดถ้ำ. เคยไปยัง?
ผม: ยังๆ
พี่: ไปมั้ย?
ผม: ไปๆ พรุ่งนี้เลยมั้ย
พี่: เคๆ
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ทำภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปรับพี่ที่หอครับ อากาศวันนั้นถือว่าดีเหมาะแก่การเที่ยวมากเพราะไม่มีแดดเลย เราออกเดินทางกันประมาณ 11 โมงครับ ระหว่างทางมีฝนพรำนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับเปียก ทางเข้าค่อนข้างคดเคี้ยวพอสมควร ต้องผ่านไร่นาและสวนยางของชาวบ้านเข้าไป ผมขับรถมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่หมายใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครับ
พอมาถึงวัดก็มองหาถ้ำแต่ก็ต้องผิดหวังกันครับ เพราะเป็นช่วงหน้าฝน ทางวัดเลยปิดถ้ำเพราะไม่สะดวกในการลงไป และป้องกันอันตรายจากการลื่นล้ม ผมกับพี่จึงได้แค่ไหว้พระและขอพรพญานาคหน้าปากถ้ำครับ พอที่หมายแรกล้มเหลวไปแล้ว เราจึงมองหาที่หมายใหม่ใกล้ๆ กัน
ระหว่างทางที่เราผ่านมา มีป้ายบอกทางไปยังวัดถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากถ้ำนี้ไม่ไกลนัก เราจึงตัดสินใจไปต่อกัน ในใจตอนนั้นคิดแค่ว่า ตั้งใจมาเข้าถ้ำยังไงวันนี้ก็ต้องได้เข้าถ้ำ ขับผ่านทางมาสักพัก แวะถามทางชาวบ้านจนมาถึงที่หมายแห่งใหม่ในเวลาไม่นานนัก
สภาพแรกที่เราเห็นคือวัดที่อยู่เชิงเขา มีร่องรอยของวัดที่เจริญในอดีต มีกุฏิพระที่เหมือนร้างไม่มีพระอยู่หลายหลัง เรียงรายกันตรงทางเข้าวัด และมีศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ลึกสุด ด้านซ้ายมือมีขั้นบันไดไต่ไปบนภูเขา คาดว่าคงเป็นทางขึ้นถ้ำ
ตอนเราไปถึง มีกลุ่มวัยรุ่นอายุราวๆ เดียวกับพวกเราสามสี่คนเดินลงมาจากเขา แต่เราก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรกัน พอพักหายใจหายคอกันสักพัก ผมก็ชวนพี่ไปไหว้พระที่ศาลาก่อน โดยใช้ธูปเทียนที่ผมพกใส่ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์ไปด้วย (ก่อนเข้าถ้ำทุกครั้งผมจะไหว้ขออนุญาตเจ้าของเขาก่อนทุกครั้งจึงพกมาไว้ด้วย) พอไหว้ขออนุญาตเสร็จ ก็วางที่เหลือไว้หน้าพระเลยเผื่อให้คนอื่นที่มาทีหลังได้ใช้ด้วย
พอไหว้พระเสร็จ ผมกับพี่ก็เริ่มเดินขึ้นเขาไปตามบันได ระหว่างทางมีทั้งตะไคร่น้ำ ทั้งยุงป่า ตามธรรมชาติของป่าเขา มีเศษขยะ ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ถูกทิ้งไว้ประปราย เราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ พอเริ่มหอบก็ถึงปากถ้ำพอดี
ถ้ำที่เห็นเป็นถ้ำหินปูน ไม่ค่อยมีหินงอกหินย้อยมากนัก มีปากทางเข้าสองทาง ทางแรกที่เป็นปากถ้ำใหญ่มองเข้าไปเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ มีกระเบื้องปูพื้นเรียบร้อยแต่ค่อนข้างสกปรก มีฆ้องแขวนไว้หน้าปากถ้ำ ผมกับพี่เข้าไปไหว้พระข้างในแล้วเริ่มเดินสำรวจ ไปได้นิดเดียวก็สุดถ้ำ
ถ้ำทั้งสองฝั่งไม่ได้ทะลุหากัน แต่กลิ่นมูลค้างคาวทั้งสองฝั่งค่อนข้างเหม็นมากๆ (ถ้ำนี้มีชื่อเสียงเรื่องชมค้างคาวครับ) อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเดินออกมาเพราะทนกลิ่นไม่ไหว พอเดินออกมา ผมก็เผอิญเจอฆ้องที่ห้อยไว้ เลยเดินไปตีสามที พร้อมตะโกนเล่นตลกๆ ว่า
ในนี้มีใครอยู่ไหมคร้าบบๆๆ
พี่ที่ไปด้วยแกก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร เพราะแกชินกับอาการปากไม่ปกติของผม ก็ไม่ได้คิดอะไรกันมาก จนเดินออกมาแล้วข้ามหินไปเข้าถ้ำอีกฝั่งหนึ่ง โดยพี่ผมเป็นคนเดินเข้าไปก่อน
เฮ้ย! ตรงนี้มีช่องทะลุด้วย
เสียงพี่ผมร้องบอกผมเลยเดินตามไปดู สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ กลิ่นมูลค้างคาวเช่นเดิมและกระต๊อบยกพื้นสูง ซึ่งน่าจะเป็นที่สำหรับพระขึ้นมาปฏิบัติธรรมในถ้ำ สภาพทรุดโทรมแบบไม่สามารถใช้การได้แล้ว มีผ้าจีวรเก่าๆ กางบังไว้แทนประตู ผมเดินผ่านไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก พอเดินไปถึงปล่องที่มองทะลุเห็นท้องฟ้าด้านนอก ผมเห็นว่าไม่มีอะไร จึงเดินกลับออกมาก่อน
ช่วงที่เดินผ่านกระต๊อบนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนมวลอะไรซักอย่างมากระทบวืดผ่านตัวผมไป มันไม่เหมือนลม แต่เหมือนคลื่นอะไรซักอย่าง ในใจก็พอรู้อยู่แล้ว เลยเหลือบตามองข้างหลังที่เดินผ่านมา (ปกติผมจะเห็นอะไรแบบนี้ตรงแถวๆ หางตา) สิ่งที่ผมเห็นวูบผ่านไปคือ ผู้ชายหัวโล้น ตัวค่อนข้างสันทัด ผิวดำเหมือนคนกรำแดด ใส่สบงและอังสะเหมือนพระ แต่ไม่ได้คลุมจีวร เดินวกไปวนมาเหมือนเดินจงกลม และมีไอดำๆ ลอยเอื่อยๆ คล้ายควันไฟจากเตาถ่าน ลอยออกมาเต็มตัวไปหมด วินาทีนั้นผมพยายามไม่สนใจ แล้วรีบเดินออกมารอพี่ที่บันไดหน้าถ้ำ
ผมยังไม่ได้เล่าให้พี่ฟัง จนเดินลงมาข้างล่างแล้วขับมอเตอร์ไซค์ออกจากเขตวัด จึงได้เล่าว่าเจออะไร แถมวันนั้นผมกับพี่ยังหลงทางกลับทั้งที่ไม่น่าหลง สรุปวันนั้นขับรถไปกลับ กว่าจะหาทางกลับหอได้ร่วมร้อยกิโลเมตร
พอมีโอกาส ผมจึงได้ถามพระครูฯ ท่านในภายหลัง ท่านก็บอกว่า นั่นเป็นเปรต! ที่มีใจยึดมั่นยึดติดกับสถานที่ว่าเป็นของตน พอตายไป จิตก็ไปเกาะติดกับสถานที่ กลายเป็นเปรตรับทุกขเวทนาเฝ้าสถานที่ของตนไป
ผมไม่รู้ว่าเปรตพระที่เจอนั้นเฝ้าถ้ำนี้มานานเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์เจอจังๆ กลางวันแสกๆ หนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เจอมา และทำให้ผมเลิกหวงของไปเลยครับ
ขอขอบคุณที่มา: mchayanan.blogspot.com
ติดตามอ่านเรื่องสยองขวัญต่อได้ที่
คลังสยอง

กดแชร์บทความ